Quote น่าสนใจประจำมีนาคม 2017

Do schools kill creativity?

capture

เด็กทุกคนกล้าที่จะลอง ถึงพวกเขาจะไม่รู้ พวกเขาก็จะลองดู จริงไหมครับ? เด็กไม่กลัวที่จะทำผิดพลาด เอาล่ะ แต่นี่ผมไม่ได้หมายความว่าการทำผิดพลาด เป็นสิ่งเดียวกันกับการมีความคิดสร้างสรรค์นะครับ แต่เราทุกคนทราบว่า ถ้าหากเราไม่พร้อมยอมรับกับการกระทำที่ผิดพลาด เราจะไม่มีวันสร้างสรรค์สิ่งที่แปลกใหม่ขึ้นมาได้ ถ้าเราไม่พร้อมยอมรับกับการทำผิดพลาด และรู้ไหมครับว่าเมื่อเวลาที่เด็กๆ โตเป็นผู้ใหญ่ เด็กส่วนใหญ่สูญเสียความสามารถในการยอมรับความผิดพลาด พวกเขาจะกลายเป็นมีความเกรงกลัวต่อการทำผิดพลาด คิดดูซิ พวกเราบริหารบริษัทแบบนี้ แบบที่เราทำให้การทำผิดพลาดเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย และตอนนี้ เราก็บริหารระบบการศึกษาแบบที่ยอมรับความผิดพลาดไม่ได้ด้วย การทำผิด กลายเป็นเรื่องเลวร้ายที่สุด ที่คุณจะสามารถทำได้ ดังนั้น ผลของมันก็คือ เรากำลังให้การศึกษาแก่คน เพื่อให้ละทิ้ง ความสามารถในด้านความคิดสร้างสรรค์ ครั้งหนึ่ง ปิกัสโซ่ (ศิลปินด้านการวาดภาพ) เคยกล่าวไว้ว่า เด็กทุกคนเกิดมาเป็นศิลปิน ปัญหาก็คือ จะทำอย่างไรให้ความเป็นศิลปินนั้นยังคงอยู่เมื่อเราโตเป็นผู้ใหญ่ ผมเชื่ีอเป็นอย่างยิ่งว่า พวกเราไม่ได้มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นตามการเจริญเติบโต แต่พวกเรากลับมีลดน้องถอยลง ตามอายุที่มากขึ้น หรืออาจจะพูดได้ว่า พวกเราได้รับการศึกษาให้มีความถดถอยด้านความคิดสร้างสรรค์ มันเป็นอย่างนี้ไปได้อย่างไรล่ะ?

เมื่อคุณได้ท่องเที่ยวมาแล้วทั่วโลก คุณจะพบว่า ระบบการศึกษา ทุกที่บนโลกนี้ มีืการจัดระดับของวิชาต่าง ๆ แบบเดียวกัน ทุกที่เลยครับ ไม่ว่าคุณจะไปที่ไหน คุณอาจคิดว่ามันน่าจะต่างกัน แต่มันไม่ใช่แบบนั้นเลยครับ ระดับบนสุดก็คือ คณิตศาสตร์ และ ภาษา จากนั้ืนก็มนุษยศาสตร์ และล่างสุดคือศิลปะ เป็นแบบนี้ทั้งโลกเลยครับ และเป็นแบบนี้ในทุกระบบด้วยครับ นอกจากนี้ข้างในสาขาศิลปะเองก็ยังแบ่งออกเป็นระดับต่างๆ ในสถานศึกษา จิตรกรรม และ ดนตรี จะมีสถานะที่สูงกว่า การแสดง และการเต้นรำ ไม่มีระบบการศึกษาใดเลยในโลกนี้ ที่เราสอนให้เด็กๆ เต้นรำ ทุกวัน เหมือนกับที่เราสอนคณิตศาสตร์ ทำไมล่ะครับ ทำไมเราถึงไม่ทำอย่างนั้น ผมว่าเรื่องนี้สำคัญมากทีเดียว ใช่ครับ ผมยอมรับว่าความรู้ด้านคณิตศาสตร์นั้นสำคัญ แต่ผมว่าการเต้นก็สำคัญเหมือนกัน เด็กๆ เต้นตลอดเวลา ถ้าพวกเขาได้รับอนุญาต พวกเราก็มีร่างกายด้วยกันทั้งนั้นใช่ไหมครับ ผมไม่ได้พลาดอะไรไปใช่ไหม(หัวเราะ) จริงๆ นะครับ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เมื่อเด็กๆ โตขึ้นๆ พวกเราก็ค่อยๆ สอนเด็กเหล่านั้น ให้ใช้ความสามารถตั้งแต่เอวขึ้นไป แล้วเราก็เน้นเฉพาะการใช้สมอง และค่อนข้างจะไปทางซีกหนึ่งของสมองด้วย

ถ้าหากคุณเป็นมนุษย์ต่างด้าวแล้วได้เข้าไปเยี่ยมชมงานด้านการศึกษา เพื่อตอบคำถามว่า “การศึกษา มีไว้เพื่ออะไร?”คุณคงจะได้ข้อสรุป จากการพิจารณาจากผลผลิตที่ออกมา จากคนที่ได้รับผลประโยชน์จากมัน คนที่ทำในสิ่งที่คิดว่าสมควรทำ คนที่ประสบความสำเร็จ คุณน่าจะได้ข้อสรุปว่า วัตถุประสงค์ ของการศึกษา ของทั้งโลกใบนี้ คือ การผลิตอาจารย์มหาวิทยาลัย ว่ามั๊ยครับ พวกเขาเหล่านั้น คือ คนที่อยู่อันดับต้นๆ ของการจัดอันดับครับ ผมก็เคยอยู่ในคนกลุ่มนั้นครับ เป็นยังไงล่ะ (หัวเราะ) ผมชอบอาจารย์มหาวิทยาลัยนะครับ แต่ผมว่า เราไม่ควรยกย่องพวกเขาว่าเป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยมที่สุด พวกเขาก็แค่สิ่งมีชีวิตกลุ่มหนึ่งเท่านั้นครับ ที่ค่อนข้างจะมีความช่างคิด ช่างสงสัย และผมพูดอย่างนี้โดยไม่คิดถึงความชื่นชมที่มีต่อพวกเขานะครับ

ทีนี้ ระบบการศึกษาของเราเกิดจากความคิดเกี่ยวกับความสามารถทางวิชาการ แ่ต่มันก็มีเหตุผลจากว่า ระบบนี้ในทั่วโลก ถูกสร้างขึ้นในช่วง ก่อนศตวรรษที่ 19 ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีระบบการศึกษาสาธารณะเกิดขึ้นเลยครับ มันถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อ ตอบสนองความต้องการในยุค การปฏิวัติอุตสาหกรรม ดังนั้น อันดับ ความสำคัญของวิชาต่างๆ ถูกจัดโดยพิจารณาจาก 2 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยแรก วิชาที่มีประโยชน์กับลักษณะงานที่มีอยู่ในยุคนั้นมากที่สุด จะถูกจัดไว้สูงสุด ดังนั้น คุณจะได้รับการชี้นำให้ออกห่าง จากสิ่งที่คุณชอบ ณ ตอนที่คุณเป็นเด็ก ด้วยเหตุผลที่ว่า คุณไม่มีทางทำมาหากินได้จากวิชาความรู้ที่คุณชอบได้ จริงรึเปล่าครับ ไม่ต้องเรียนดนตรีหรอก โตขึ้นจะเป็นนักดนตรีไม่ได้นะ ไม่ต้องเีรียนศิลปะหรอก โตขึ้นไม่ได้จะเป็นศิลปินเสียหน่อย คำแนะนำเหล่านี้ ณ ตอนนี้เราพลแล้วว่าเป็นความคิดที่ผิด โลกเราตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงการปฏิวัติ ถัดมาคือความสามารถในด้านวิชาการ ที่มีผลเป็นอย่างมาก กับมุมมองของพวกเราในเรื่องของสติปัญญา นั่นเป็นเพราะว่ามหาวิทยาลัยได้ออกแบบระบบการศึกษาจากภาพลักษณ์ของตัวมันเอง ลองนึกดูซิครับว่า ระบบการศึกษาสาธารณะทุกที่ในโลกนี้ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ ในการเข้าสู่มหาวิทยาลัย และผลก็คือ มีหลายคนที่้ มีพรสวรรค์ มีความสามารถเฉพาะตัว เก่ง และมีความสร้างสรรค์ กลับคิดว่าพวกเขาไม่มีความสามารถอะไรเลย เพียงเพราะว่า พวกเขาเรียนไม่เก่ง ไม่มีใครมองเห็นคุณค่า แล้วกลับถูกมองว่าผิดปกติผมว่า เราไม่ควรปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปนะครับ

ด้วยข้อมูลจากองค์กรยูเนสโก้ ภายใน 30 ปี จากนี้ ทั่วโลกจะมีคนจบการศึกษา มากกว่าจำนวนคนทั้งหมด ณ จุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ จะมีคนจำนวนมากขึ้น แล้วก็มีสิ่งต่างๆ ที่เราได้พูดถึงก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี และการเปลี่ยนรูปร่างของมันที่มีผลต่อ งาน และลักษณะโครงสร้างของประชากร และจำนวนของประชากรที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศา่ล ถึงตอนนั้น การมีปริญญาจะไ่ม่มีความหมายอีกต่อไป จริงไหมครับ ตอนที่ผมเป็นนักศึกษา ตอนนั้นถ้าคุณมีปริญญา คุณก็จะมีงานทำ แล้วถ้าหากคุณไม่มีงานทำ นั่นเป็นเพราะว่าคุณไม่ต้องการมัน แล้วจริงๆ แล้วผมก็ไม่อยากได้มันหรอกครับ (หัวเราะ) แต่คนรุ่นใหม่ที่ีมีปริญญาตอนนี้ หลายคนกลับไปอยู่บ้าน แล้วยังคงเล่นวีดีโอเกมส์ เพราะคุณต้องมีปริญญาโท เพื่อขยับจากงานเก่าที่ต้องการคนจบปริญญาตรี แล้วตอนนี้คุณก็ต้องมีปริญญาเอกเพื่ีอให้ได้อีกงานหนึ่ง มันเป็นกระบวนการเฟ้อของการศึกษา และมันชี้ให้เป็นว่าโครงสร้างของการศึกษา ได้มีการเปลี่ยนแปลงแล้วในช่วงชีวิตของพวกเรา เราจึงจำเป็นต้องคิดใหม่ เกี่ยวกับมุมมองของเราในเรื่องของสติปัญญา

เรารู้อยู่ 3 อย่างเกี่ยวกับสติปัญญา สิ่งแรกคือมันหลากหลาย เรามองโลกในมุมมองที่หลากหลาย จากสิ่งที่เราได้ประสบ เราคิดจากสิ่งที่เห็น จากสิ่งที่ได้ยิน จากการลงมือทำ เราคิดในแบบที่เป็นนามธรรม เราคิดในการเคลื่อนไหว สิ่งที่สองคือ สติปัญญานั้นมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถ้าคุณมองการปฏิสัมพันธ์ในเซลล์ต่างๆ ของสมอง จากที่เราได้ฟังจากหลายการนำเสนอเมื่อวานนี้ สติปัญญาเป็นการปฏิสัมพันธ์ที่มหัศจรรย์ สมองของเราไม่ได้ถูกแบ่งออกเป็นชิ้นส่วนต่างๆความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ที่ผมนิยามไว้ว่า เป็นกระบวนการ ในการสร้างให้เกิดแนวความคิดที่เป็นต้นฉบับ ที่มีคุณค่าหลายครั้งมันไม่ได้มาจากการปฏิสัมพันธ์ ของการมองสิ่งต่างๆ ในรูปแบบที่ต่างกันไป

สมองนั้นถูกออกแบบ ให้มีการประสานกันของเส้นประสาท ที่ได้หลอมรวมสมองทั้งสองส่วน เรียกว่า Corpus Collosum ซึ่งในผู้หญิงนั้นพบว่าจะมีความหนากว่าผู้ชาย ซึ่งก็เป็นไปตามที่ เฮเลน ได้พูดไว้เมื่อวานนี้ ผมคิดว่า มันคือเหตุผลว่าทำไมผู้หญิงจึงสามารถทำงานหลายอย่างพร้อมๆ กันได้ดีกว่าผู้ชาย

เอาล่ะครับ มาถึงลักษณะที่ 3 ของความฉลาด ซึ่งก็คือ มันมีความเป็นแตกต่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ตอนนี้ผมกำลังเขียนหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง ชื่อว่า Epiphany ซึ่งเนื้อหานำมาจาก บทสัมภาษณ์บุคคลหลายๆ ท่าน เกี่ยวกับการค้นพบความสามารถพิเศษของพวกเขา ผมหลงไหลกับวิธีการที่คนเหล่านั้นก้าวมาถึงจุดที่พวกเขายืนอยู่ แนวคิดของหนังสือนี้ มาจากการที่ผมได้พูดคุย กับผู้หญิงที่วิเศษคนหนึ่ง ซึ่งคนส่วนใหญ่ อาจจะไม่รู้จัก เธอคนนั้นชื่อ จิลเลี่ยน ลินน์ ครับคุณเคยได้ยินชื่อเธอมาบ้างรึเปล่า? บางคน ณ ที่นี้รู้จักนะครับ เธอเป็นนักออกแบบท่าเต้นครับ ทุกคนจะต้องรู้จักผลงานของเธอ เธอทำละครเวทีเรื่อง Catz และ Phantom of the Opera ครับ เธอเยี่ยมมากเลย ผมเคยเป็นกรรมการบริหารของ Royal Ballet ในประเทศอังกฤษ พอจะเดาออกไหมครับ เอาล่ะ วันหนึ่งผมกับจิลเลี่ยนทานอาหารกลางวันด้วยกัน ผมถามเธอว่า “จิลเลี่ยน คุณมาเป็นนักเต้นได้อย่างไร” เธอตอบว่า ตอนที่เธอเป็นนักเรียน การเรียนของเธอย่ำแย่มาก ตอนนั้นก็ยุค 30s ครับโรงเรียนของเธอ ส่งจดหมายถึงคุณพ่อคุณแม่ของเธอ ในนั้นเขียนว่า “เราคิดว่าจิลเลี่ยนมีปัญหาในการเรียนรู้” เธอไม่สามารถมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งใดได้ ผมคิดว่าถ้าเป็นสมัยนี้ เราเรียกอาการนี้ว่า เธอเป็นโรคสมาธิสั้น ว่าไหมครับ แต่ในยุค 1930s โรคสมาธิสั้นยังไม่ถูกค้นพบ มันก็เลยไม่ได้เป็นอาการที่คนจะเลือกเป็นกันได้ (หัวเราะ) คนก็เลยไม่ทราบว่าพวกเขาอาจจะมีปัญหาเรื่องนี้

จิลเลี่ยนก็ได้ไปพบผู้เชี่ยวชาญ กับคุณแม่ของเธอ เธอนั่งอยู่ที่เก้าอี้ที่อยู่ด้านหนึ่ง เธอนั่งทับมือเธอไว้ 20 นาที ในระหว่างที่ผู้เชี่ยวชาญคนนี้คุยกับคุณแม่ของเธอ เกี่ยวกับปัญหาของจิลเลี่ยนที่โรงเรียนว่า เธอรบกวนเด็กคนอื่นๆ เธอส่งการบ้านสายเสมอ เด็กอายุ 8 ขวบ เท่านั้นครับ ในตอนสุดท้าย คุณหมอท่านนี้ก็เดินมานั่งข้างๆ จิลเลี่ยน แล้วเขาก็บอกกับจิลเลี่ยนว่า หมอได้ฟังเรื่องต่างๆ ของหนูจากคุณแม่แล้วนะจ๊ะ หมอต้องขอคุยกับคุณแม่เป็นการส่วนตัวเสียหน่อย รอพวกเราอยู่ในห้องนี้สักพักนะจ๊ะ เราจะไปไม่นานหรอก แล้วคุณหมอ กับคุณแม่ของเธอก็เดินออกไปจากห้อง ก่อนที่คุณหมอจะออกไปจากห้อง เขาก็เปิดวิทยุ ที่อยู่บนโต๊ะทำงานของเขา เมื่อพวกเขาอยู่ข้างนอก คุณหมอก็พูดกับคุณแม่ของจิลเลี่ยนว่า คอยยืนดูจิลเลี่ยนอยู่ตรงนี้นะครับ และตั้งแต่เมื่อคุณหมอและคุณแม่ของเธอออกจากห้องไป จิลเลี่ยนบอกว่าเธอก็ลุกขึ้นยืน แล้วก็เต้นไปตามเสียงเพลง คุณหมอกับคุณแม่มองเธออยู่จากด้านนอกประมาณ 2-3 นาที คุณหมอก็หันไปบอกกับคุณแม่ของเธอว่า คุณนายลินน์ครับ จิลเลี่ยนไม่ได้ป่วยหรอกครับ เธอเป็นนักเต้นต่างหาก ส่งเธอไป โรงเรียนสอนเต้นรำเถอะ

ผมถามจิลเลี่ยนว่า แล้วจากนั้นเกิดอะไรขึ้น จิลเลี่ยนบอกว่า แม่ส่งฉันไปค่ะ ฉันบรรยายไม่ถูกเลยว่ามันมหัศจรรย์ขนาดไหน เราเดินเข้าไปในห้องที่เต็มไปด้วย คนที่เหมือนๆ กับฉัน คนที่อยู่เฉยๆ ไม่ได้ คนที่ต้องขยับตัวตลอดเวลาเพื่อคิดที่นั่นสอนเต้นบัลเล่ต์ แท๊บ แจ๊ส การเต้นสมัยใหม่ และแบบร่วมสมัย เธอได้ไปคัดเลือกตัวที่ Royal Ballet School แล้วเธอก็ได้เป็นนักเต้นเดี่ยว มีอาชีพวิเศษ ที่คณะ Royal Ballet แล้วเธอก็เรียนจบ จาก The Royal Ballet School จากนั้นเธอก็เปิดบริษัทสอนเต้นรำของตัวเอง ชื่อ The Gillian Lynne Dance Company เธอได้เจอกับ แอนดรู ลอยด์ เว๊บเบอร์ (ผู้สร้าง Phantom of the Opera) เธอได้ร่วมงานกับเขา และมีส่วนร่วม กับละครเพลงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ในประประวัติศาสตร์ เธอได้ให้ความสุขกับคนนับล้าน เธอกลายเป็นมหาเศรษฐี ถ้าเธอไม่ได้เจอคุณหมอคนนั้น เธออาจได้รับยา แล้วก็บอกให้เํธออยู่นิ่งๆ สงบสติอารมณ์

เอาล่ะ ทีนี้ผมคิดว่า (เสียงปรบมือ) มาถึงเรื่องที่ อัล กอร์ พูดเมื่อคืนก่อน เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และที่ Rachel Carson กล่าวถึงเรื่องของวิวัฒนาการ ผมเชื่อว่า สิ่งเดียวที่เราสามารถฝากอนาคตของเราไว้ได้คือ แนวความคิดเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของมนุษย์ เราจะต้องเริ่มต้นในการปรับเปลี่ยนวิธีการคิด เกี่ยวกับสามารถอันมหาศาลของความสามารถของมนุษย์ ระบบการศึกษาของเราได้ปลูกฝังความคิดของเราในรูปแบบที่ เราใช้ทรัพยากรของเราเพื่อให้ได้มาเพียงผลผลิตบางอย่าง ที่ในอนาคตจะไม่สามารถตอบสนองความต้องการของเราได้ เราจะต้องคิดใหม่ เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานหลัก ในการให้การศึกษาแก่ลูกหลานของเรา ผมขอยกคำพูดหนึ่งของ Jonas Salk ที่ว่า ถ้าพวกแมลงทั้งหมดหายไปจากโลกนี้ ภายใน 50 ปี ทุกชีวิตบนโลกก็จะสิ้นไป แต่หากมนุษย์หายไปจากโลกนี้ ภายใน 50 ปี สิ่งมีชีวิตทุกชนิดก็จะขยายเผ่าพันธุ์ได้สมบูรณ์ เขาพูดถูกนะครับ

สิ่งที่ TED ส่งเสริม คือของขวัญจากจินตนาการของมนุษย์ เราจะต้องระวังว่า เราได้ใช้ของขวัญนี้ อย่างรู้ค่า และเราได้ป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องราวอย่างที่ เราได้พูดถึงกันในวันนี้ และมีเพียงวิธีการเดียว ที่เราจะทำอย่างนั้นได้ คือ การที่เรามองความสามารถในการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ว่ามันมีมากมายมหาศาล และมองลูกหลานของเราว่าพวกเขามีสิ่งเหล่านั้นและหน้าที่ของเราก็คือสอนพวกเขาเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ เพื่อที่พวกเขาจะสามารถเผชิญกับอนาคตได้ พวกเราอาจจะไม่มีโอกาสได้เห็นอนาคตนั้่น แต่ลูกหลานของเราจะได้เห็น ดังนั้น มันเป็นหน้าที่ของพวกเรา ที่จะช่วยให้ลูกหลานของเราอยู่กับอนาคตนั้นได้ ขอบคุณมากครับ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s